พนักงานชงชิมคืออะไร? หน้าที่ ค่าจ้าง
และวิธีจ้างทีม Sampling ในห้างและงานอีเว้นท์
พนักงานชงชิม คือพนักงานที่ประจำบูธในห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต หรืองานอีเว้นท์ ทำหน้าที่ชง เตรียม และแจกสินค้าตัวอย่างให้ลูกค้าได้ลองชิม พร้อมแนะนำจุดเด่นของสินค้าและชวนให้ตัดสินใจซื้อตรงจุดขาย ค่าจ้างในตลาดปี 2569 ส่วนใหญ่จ่ายเป็นรายวันและต้องไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำของพื้นที่ ส่วนการจ้างทำได้ 2 ทาง คือจ้างเองโดยตรง หรือจ้างผ่านบริษัท Outsource ที่ดูแลตั้งแต่คัดคน เทรน คุมหน้างาน ไปจนถึงส่งรายงานผลแคมเปญ
บทความนี้เขียนให้ Brand Manager, ทีม Trade Marketing และเจ้าของธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม หรือสินค้าอุปโภคบริโภค ที่กำลังวางแผนแคมเปญ Sampling และอยากรู้ว่าต้องเตรียมคน เตรียมงบ และระวังความเสี่ยงเรื่องอะไรบ้างก่อนเปิดบูธวันแรก
สารบัญ
พนักงานชงชิมคือใคร ต่างจาก PC, BA และ PG อย่างไร
ในวงการค้าปลีก งานชงชิมมักถูกเรียกรวมกับตำแหน่งอื่นจนสับสน เช่น ประกาศรับสมัครหลายแห่งเขียนว่า “PC ชงชิม” หรือ “PG ชงชิม” ทั้งที่ลักษณะงานต่างกันพอสมควร ถ้าแบรนด์เขียน brief ไม่ชัดตั้งแต่ต้น จะได้คนที่ทักษะไม่ตรงกับเป้าหมายของแคมเปญ
หัวใจของพนักงานชงชิมคือ “ทำให้ลูกค้าได้ลองของจริง” ภายในเวลาไม่กี่วินาที ลูกค้าเดินผ่านบูธแล้วหยุด ลองชิม ฟังจุดเด่น 1–2 ประโยค แล้วตัดสินใจหยิบสินค้าลงตะกร้า งานนี้จึงต้องอาศัยทั้งความคล่องมือในการเตรียมตัวอย่าง ความสะอาด และทักษะการพูดสั้นๆ ให้คนอยากซื้อ
| ตำแหน่ง | หน้าที่หลัก | ประจำที่ไหน | วัดผลจาก | เหมาะกับสินค้า |
|---|---|---|---|---|
| พนักงานชงชิม (Sampling Staff) | เตรียมและแจกตัวอย่างให้ลอง แนะนำสินค้า ชวนซื้อ | บูธชั่วคราวในห้างหรืออีเว้นท์ ช่วงแคมเปญ | จำนวนคนที่ได้ลอง, ยอดขายช่วงแคมเปญ | อาหาร เครื่องดื่ม ขนม สินค้าเปิดตัวใหม่ |
| PC (Product Consultant) | แนะนำสินค้า ปิดการขาย ดูแลสต็อกหน้าชั้น | ประจำสาขาระยะยาว | ยอดขายรายเดือน | เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าอุปโภคบริโภค |
| BA (Beauty Advisor) | ให้คำปรึกษาเชิงลึก ทดลองผลิตภัณฑ์กับลูกค้า | เคาน์เตอร์แบรนด์ | ยอดขาย, จำนวนสมาชิก | เครื่องสำอาง สกินแคร์ |
| PG (Promotion Girl/Guy) | ดึงความสนใจ สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ | งานอีเว้นท์ งานแสดงสินค้า | จำนวนคนเข้าบูธ, การรับรู้แบรนด์ | รถยนต์ เทคโนโลยี งานเปิดตัว |
สรุปง่ายๆ คือ PC กับ BA เน้นขายต่อเนื่องระยะยาว PG เน้นสร้างกระแส ส่วนพนักงานชงชิมอยู่ตรงกลาง คือสร้างประสบการณ์ลองสินค้าแบบเร็วและแปลงเป็นยอดขายภายในช่วงแคมเปญ ใครอยากเทียบตำแหน่งหน้าร้านแบบละเอียด อ่านต่อได้ที่ PC, BA, Promotion Lady ต่างกันอย่างไร
หน้าที่ของพนักงานชงชิม ก่อน ระหว่าง และหลังเปิดบูธ
หลายแบรนด์มองว่างานชงชิมแค่ “ยืนแจกของ” แต่หน้างานจริงมีขั้นตอนมากกว่านั้น และแต่ละขั้นส่งผลตรงต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพราะลูกค้าตัดสินแบรนด์จากสิ่งที่เห็นหน้าบูธ
ก่อนเปิดบูธ
- มาถึงก่อนเวลาเปิดห้าง เพื่อเซ็ตบูธ จัดวางสินค้า ป้าย และราคาโปรโมชั่นให้ตรงกับ brief
- ตรวจวันหมดอายุของสินค้าตัวอย่าง วัตถุดิบ ถ้วย ช้อน และน้ำดื่มที่ใช้ชง
- เตรียมอุปกรณ์สุขอนามัย: ถุงมือ หมวกคลุมผม ผ้าเช็ดที่สะอาด ถังขยะมีฝาปิด
- ทบทวนสคริปต์และข้อมูลสินค้า เช่น ส่วนผสม วิธีชง ราคา และโปรโมชั่นของวันนั้น
- แจ้งเจ้าหน้าที่ประจำสาขาหรือแผนกที่ดูแลพื้นที่ว่าพร้อมเปิดบูธแล้ว
ระหว่างแจกชิม
- ชงหรือเตรียมตัวอย่างในปริมาณที่พอดี ให้ของสดใหม่และอุณหภูมิเหมาะสมตลอดเวลา
- ทักลูกค้าที่เดินผ่าน ยื่นตัวอย่าง และเล่าจุดเด่นสั้นๆ ไม่เกิน 2–3 ประโยค
- ตอบคำถามเรื่องส่วนผสมและสารก่อภูมิแพ้ให้ถูกต้อง ถ้าไม่แน่ใจต้องไม่เดา
- ชี้ให้ลูกค้าเห็นตำแหน่งสินค้าบนชั้นวาง หรือหยิบสินค้าให้ทันทีเมื่อลูกค้าสนใจ
- รักษาความสะอาดบูธต่อเนื่อง เก็บถ้วยใช้แล้วไม่ให้ล้น
- นับจำนวนตัวอย่างที่แจกและจำนวนคนที่ซื้อ ตามแบบฟอร์มที่แบรนด์กำหนด
หลังปิดบูธ
- เก็บและทำความสะอาดอุปกรณ์ ทิ้งขยะให้ถูกจุด คืนพื้นที่ให้เรียบร้อย
- นับสต็อกสินค้าตัวอย่างที่เหลือ บันทึกของเสียหรือหมดอายุ
- ส่งรายงานประจำวัน: จำนวนแจก ยอดขาย คำถามที่ลูกค้าถามบ่อย และฟีดแบ็กเรื่องรสชาติ
มาตรฐานสุขอนามัยหน้าบูธ ชงชิม
ลูกค้าจะกล้ารับถ้วยชิมก็ต่อเมื่อบูธดูสะอาด พนักงานชงชิมที่ดีต้องสวมถุงมือและหมวกคลุมผมตลอดเวลาที่สัมผัสอาหาร แยกพื้นที่ของสะอาดกับของใช้แล้วชัดเจน และไม่ใช้มือเปล่าหยิบตัวอย่าง รายละเอียดเล็กๆ แบบนี้ทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์ดูน่าเชื่อถือกว่าป้ายโฆษณาราคาแพง
ค่าจ้างพนักงานชงชิม ปี 2569 อยู่ที่เท่าไร
งานชงชิมส่วนใหญ่จ่ายเป็นรายวัน เพราะแคมเปญมักจัดเป็นช่วงสั้น เช่น เสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงเทศกาล ตัวอย่างจากประกาศงานบน JobThai เดือนมิถุนายน 2569 พบว่า งานพาร์ทไทม์ออกบูธอีเว้นท์ในกรุงเทพฯ จ่ายราว 500–1,000 บาทต่อวัน ส่วนงานขายอาหารและเครื่องดื่มอยู่ราว 500–800 บาทต่อวัน ขณะที่งานสายความงามจ่ายสูงกว่ามาก เช่น งาน PC-BA พาร์ทไทม์ของแบรนด์สกินแคร์ที่ไอคอนสยามจ่ายวันละ 1,600 บาท เพราะต้องใช้ความรู้ผลิตภัณฑ์และทักษะการขายเชิงลึก jobthai , jobthai
ตัวเลขข้างต้นคือค่าตอบแทนที่พนักงานได้รับ ถ้าแบรนด์จ้างผ่านบริษัท Outsource ต้นทุนรวมจะมีค่าบริหารจัดการ ค่าซุปเปอร์ไวเซอร์ และค่าประกันความเสี่ยงเรื่องคนขาดงานรวมอยู่ด้วย
| ปัจจัย | ผลต่อค่าจ้าง |
|---|---|
| พื้นที่ (กรุงเทพฯ vs ต่างจังหวัด) | กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่จ่ายสูงกว่าตามค่าครองชีพและค่าแรงขั้นต่ำ |
| วันทำงาน (วันธรรมดา vs เสาร์-อาทิตย์/วันหยุด) | วันหยุดและช่วงเทศกาลหาคนยากกว่า มักต้องจ่ายเพิ่ม |
| ความยากของสินค้า | สินค้าที่ต้องชงหลายขั้นตอนหรือต้องอธิบายเชิงเทคนิค ใช้คนที่มีประสบการณ์มากกว่า |
| ภาษา | บูธในย่านนักท่องเที่ยวที่ต้องสื่อสารภาษาอังกฤษหรือจีน จ่ายสูงขึ้น |
| ค่าคอมมิชชั่น / Incentive | แบรนด์ที่ผูกยอดขายมักได้พนักงานที่กระตือรือร้นกว่า |
ฐานค่าแรงขั้นต่ำที่ต้องรู้
ไม่ว่าจะจ้างพนักงานชงชิมแบบรายวัน พาร์ทไทม์ หรือรายเดือน กฎหมายแรงงานคุ้มครองเท่ากัน ค่าแรงขั้นต่ำใช้กับลูกจ้างทุกคนโดยไม่แบ่งสัญชาติ เพศ หรืออายุ ครอบคลุมทั้งพนักงานรายวัน รายเดือน และพนักงานทดลองงาน hrzoft
สำหรับอัตราปัจจุบัน ณ ปลายเดือนสิงหาคม 2569 ยังไม่มีประกาศค่าแรงขั้นต่ำฉบับใหม่ อัตราที่ใช้อยู่คือประกาศคณะกรรมการค่าจ้างฉบับที่ 14 ซึ่งมีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 อยู่ระหว่าง 337–400 บาทต่อวันตามพื้นที่ โดย กรุงเทพมหานครปรับจาก 372 บาทเป็น 400 บาท ถ้าจ้างงานครึ่งวันหรือเป็นรายชั่วโมง ต้องคำนวณเทียบให้ไม่ต่ำกว่าอัตรานี้เช่นกัน empeo , longtunman
ตัวอย่างคำนวณ: แคมเปญ Sampling 10 สาขา ใช้งบเท่าไร
คำถามแรกที่ทีม Trade Marketing ต้องตอบผู้บริหารคือ “แคมเปญนี้ใช้เงินเท่าไร และคุ้มไหม” ตัวอย่างด้านล่างเป็นการคำนวณแบบสมมติ เพื่อให้เห็นโครงสร้างต้นทุน ตัวเลขจริงต้องปรับตามสินค้า พื้นที่ และสัญญากับห้าง
สมมติฐาน
- แคมเปญเครื่องดื่มพร้อมชง จัด 10 สาขาในกรุงเทพฯ
- เปิดบูธทุกเสาร์-อาทิตย์ 4 สัปดาห์ = 8 วันต่อสาขา
- บูธละ 2 คน (คนชง 1 คน คนแจกและชวนซื้อ 1 คน)
- ค่าตอบแทนพนักงานชงชิม 800 บาทต่อวัน (อยู่ในช่วงตลาด)
- ซุปเปอร์ไวเซอร์ 1 คนตระเวนดูทุกสาขา วันละ 1,200 บาท
- เทรนพนักงานก่อนเริ่มงาน 1 วัน (จ่ายค่าตอบแทนเต็มวัน)
- แจกชิมเฉลี่ย 300 ถ้วยต่อบูธต่อวัน ต้นทุนถ้วยและวัตถุดิบ 3 บาทต่อถ้วย
| รายการ | วิธีคิด | จำนวนเงิน (บาท) |
|---|---|---|
| ค่าพนักงานชงชิม | 10 สาขา × 2 คน × 8 วัน × 800 | 128,000 |
| ค่าเทรนก่อนเริ่มงาน | 20 คน × 1 วัน × 800 | 16,000 |
| ค่าซุปเปอร์ไวเซอร์ | 1 คน × 8 วัน × 1,200 | 9,600 |
| ค่าตัวอย่างสินค้าและถ้วย | 10 × 8 × 300 ถ้วย × 3 บาท | 72,000 |
| รวม (ยังไม่รวมค่าพื้นที่ห้างและค่าบริหาร) | 225,600 |
จากตัวอย่างนี้ แคมเปญแจกตัวอย่างได้ประมาณ 24,000 ถ้วย คิดเป็นต้นทุนราว 9.40 บาทต่อการให้ลูกค้าได้ลอง 1 ครั้ง ตัวเลขนี้ใช้เทียบกับช่องทางอื่นได้ เช่น ค่าโฆษณาออนไลน์ต่อการเข้าถึง 1 ครั้ง ซึ่งลูกค้ายังไม่เคยได้ลองสินค้าจริง
สิ่งที่ควรสังเกตคือ ค่าคนเป็นก้อนใหญ่ที่สุด (เกินครึ่งของงบ) ดังนั้นถ้าวางคนผิด เช่น ส่งคนที่ไม่เคยทำงานบูธไปยืนสาขาที่คนพลุกพล่าน หรือมีคนขาดงานแล้วบูธปิดไป 1 วัน งบส่วนที่เสียไปจะสูงกว่าการเสียตัวอย่างสินค้าหลายเท่า
ถ้าอยากคำนวณต้นทุนการจ้างคนแบบละเอียดขึ้น อ่านเพิ่มได้ที่ ต้นทุนการจ้างพนักงาน 1 คน เมื่อใช้ Outsource
สินค้าแบบไหนแจกชิมได้ แบบไหนเสี่ยงผิดกฎหมาย
ก่อนจ้างพนักงานชงชิม แบรนด์ต้องเช็กให้แน่ใจว่าสินค้าของตัวเองแจกตัวอย่างได้ตามกฎหมาย เพราะความผิดไม่ได้ตกอยู่ที่พนักงานคนเดียว แบรนด์และผู้จัดงานมีความเสี่ยงด้วย
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
กรมควบคุมโรคสรุปสาระของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้ว่า มาตรา 30 ห้ามแจกจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในลักษณะเป็นตัวอย่างหรือขนาดทดลอง และห้ามขายด้วยวิธีลด แลก แจก แถม นอกจากนี้กฎหมายฉบับนี้เพิ่งมีการแก้ไข โดย เครือข่ายงดเหล้าเคยออกมาเตือนผู้ประกอบการว่าแคมเปญบางรูปแบบเข้าข่ายผิดมาตรา 30 ของ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 แบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงควรปรึกษาฝ่ายกฎหมายก่อนวางกิจกรรมหน้าร้านทุกครั้ง (อ่านสรุปจากกรมควบคุมโรค) mophthansettakij
นมผงและอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก
พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 หรือ พ.ร.บ.นมผง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 8 กันยายน 2560 ห้ามโฆษณา ห้ามแจกตัวอย่าง และห้ามให้ของขวัญ โดยกลุ่มที่ถูกควบคุมเข้มคือ นมสูตร 1 สำหรับทารกอายุ 0–12 เดือน และนมสูตร 2 สำหรับเด็กอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี (อ่านข่าวจาก Thai PBS) thaipbs thaipbs
สินค้าที่แจกชิมได้ แต่ต้องคุมคำพูดของพนักงาน
อาหาร เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ขนม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แจกชิมได้ตามปกติ แต่จุดเสี่ยงอยู่ที่ “คำพูด” ของพนักงานชงชิม เช่น การพูดอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงว่าช่วยรักษาโรค ทางแก้คือทำสคริปต์ที่ผ่านการตรวจของฝ่ายกฎหมายหรือฝ่าย Regulatory ของแบรนด์ แล้วเทรนให้พนักงานพูดตามสคริปต์
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือ สารก่อภูมิแพ้ พนักงานต้องตอบได้ทันทีว่าสินค้ามีนม ถั่ว ไข่ แป้งสาลี หรืออาหารทะเลหรือไม่ และควรมีป้ายระบุส่วนผสมที่บูธ
จ้างพนักงานชงชิมเอง vs จ้างผ่านบริษัท Outsource
แบรนด์ที่จัดแคมเปญ 1–2 สาขาเป็นครั้งคราว อาจจ้างพนักงานชงชิมเองได้ แต่ถ้าต้องเปิดบูธหลายสาขาพร้อมกัน หรือจัดต่อเนื่องหลายเดือน งานจัดการคนจะกินเวลาทีมการตลาดมากจนกระทบงานหลัก
| ประเด็น | จ้างเอง | จ้างผ่านบริษัท Outsource |
|---|---|---|
| การหาคน | ทีมแบรนด์ลงประกาศ คัดเลือก สัมภาษณ์เอง | บริษัทมีฐานผู้สมัครและคัดกรองให้ |
| สัญญาจ้างและเอกสาร | แบรนด์รับผิดชอบเองทั้งหมด | บริษัทเป็นนายจ้างและดูแลเอกสาร |
| ประกันสังคมและภาษี | แบรนด์ต้องขึ้นทะเบียนและนำส่งเอง | บริษัทดูแลตามกฎหมาย |
| คนขาดงานหน้างาน | บูธอาจต้องปิด เสียโอกาสขาย | มีคนสำรองพร้อมส่งแทน |
| การคุมคุณภาพ | ทีมการตลาดต้องลงพื้นที่เอง | มีซุปเปอร์ไวเซอร์ตรวจหน้างาน |
| รายงานผล | ต้องตามเก็บข้อมูลจากพนักงานแต่ละคน | ได้รายงานรวมตามรูปแบบที่ตกลง |
| ต้นทุน | ค่าแรงต่อคนต่ำกว่า แต่มีต้นทุนแฝงเรื่องเวลาและความเสี่ยง | มีค่าบริหาร แต่คาดการณ์งบได้แม่นกว่า |
หลักคิดง่ายๆ คือ ถ้าเวลาของทีมการตลาดที่ต้องใช้ไปกับการตามคน เช็กชื่อ และแก้ปัญหาหน้างาน มีมูลค่าสูงกว่าค่าบริหารของบริษัท Outsource การจ้างผ่านบริษัทจะคุ้มกว่า ก่อนเลือกผู้ให้บริการ ลองใช้ เช็กลิสต์ก่อนจ้างพนักงาน PC ซึ่งใช้กับงานชงชิมได้เกือบทั้งหมด
วิธีจ้างทีม Sampling ให้ได้ผล 6 ขั้นตอน
1. เขียน Brief ให้ชัด
ระบุสินค้า จำนวนสาขา วันและเวลาเปิดบูธ คุณสมบัติพนักงาน เป้าหมายของแคมเปญ (เน้นให้คนลองเยอะ หรือเน้นยอดขาย) และรูปแบบรายงานที่ต้องการ Brief ยิ่งชัด ผู้ให้บริการยิ่งเสนอคนได้ตรง
2. กำหนดจำนวนพนักงานชงชิมต่อบูธ
บูธ ชงชิม 1 จุดใช้กี่คน? ถ้าสินค้าแจกง่าย เช่น ขนมแบ่งชิ้น ใช้ 1 คนต่อบูธได้ แต่ถ้าต้องชงทีละแก้ว หรือสาขามีคนเดินผ่านมาก ควรใช้ 2 คน แบ่งเป็นคนชงกับคนแจกและชวนซื้อ เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องรอ ส่วนแคมเปญหลายสาขาควรมีซุปเปอร์ไวเซอร์ 1 คนต่อ 8–10 บูธโดยประมาณ
3. คัดคนให้ตรงงาน
คุณสมบัติที่ควรดูมากกว่าหน้าตาคือ บุคลิกเป็นมิตร พูดจาชัด มีประสบการณ์งานบูธหรืองานบริการ ตรงต่อเวลา และยืนทำงานได้ทั้งวัน ถ้าบูธอยู่ย่านนักท่องเที่ยว ให้เพิ่มเงื่อนไขเรื่องภาษา
4. เทรนก่อนลงหน้างาน
อย่างน้อยครึ่งวันถึง 1 วัน ครอบคลุมข้อมูลสินค้า วิธีชงที่ได้รสชาติตามมาตรฐาน สคริปต์การพูด คำถามที่ลูกค้ามักถาม มาตรฐานสุขอนามัย และข้อห้ามด้านคำกล่าวอ้าง ให้พนักงานลองชงและลองพูดจริงก่อนจบการเทรน
5. คุมหน้างานอย่างสม่ำเสมอ
ซุปเปอร์ไวเซอร์ควรเข้าตรวจทุกสาขาแบบไม่แจ้งล่วงหน้า เช็กความสะอาด การแต่งกาย การวางสินค้า และการพูดตามสคริปต์ พร้อมถ่ายรูปบูธส่งให้แบรนด์ ถ้ามีพนักงานขาดงาน ต้องส่งคนสำรองได้ภายในวันเดียวกัน
6. เก็บรายงานและวัดผล
รายงานที่ดีช่วยให้แบรนด์ตัดสินใจรอบถัดไปได้ว่าสาขาไหนคุ้ม สาขาไหนควรตัดออก
KPI ที่ควรวัดในแคมเปญ Sampling
- จำนวนการแจกชิมต่อวัน แยกตามสาขาและช่วงเวลา
- อัตราแปลงเป็นยอดขาย คือจำนวนคนที่ซื้อเทียบกับจำนวนคนที่ได้ลอง
- ยอดขายช่วงแคมเปญเทียบกับช่วงปกติ ของสาขาเดียวกัน
- ต้นทุนต่อการให้ลูกค้าลอง 1 ครั้ง (แบบในตัวอย่างคำนวณ)
- ฟีดแบ็กจากลูกค้า เช่น รสชาติ ราคา และเหตุผลที่ไม่ซื้อ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทีมพัฒนาสินค้าเอาไปใช้ต่อได้
Thitaram Group ช่วยวางทีมพนักงานชงชิมได้อย่างไร
Thitaram Group ให้บริการด้าน HR Solution และ Outsourcing มากว่า 30 ปี รวมถึงการจัดหาพนักงานหน้าร้านสำหรับงานค้าปลีกและงานอีเว้นท์ ตั้งแต่ PC, BA, PG ไปจนถึงทีมพนักงานชงชิมสำหรับแคมเปญ Sampling
สิ่งที่แบรนด์ได้จากการใช้บริการคือ ทีมที่คัดกรองตาม Brief, การดูแลสัญญาจ้างและประกันสังคมให้ถูกต้องตามกฎหมาย, คนสำรองเมื่อมีพนักงานขาดงาน และรายงานผลที่ทีมการตลาดเอาไปนำเสนอผู้บริหารได้ทันที องค์กรที่เคยใช้บริการของ Thitaram Group มีทั้ง Unilever, KAO, CP Axtra, JLL และ AGC
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
พนักงานชงชิมเน้นให้ลูกค้าได้ลองสินค้าในช่วงแคมเปญสั้นๆ ที่บูธชั่วคราว ส่วน PC ประจำสาขาระยะยาว ดูแลชั้นวาง และรับผิดชอบยอดขายรายเดือน
ช่วงตลาดในกรุงเทพฯ ปี 2569 อยู่ราว 500–1,000 บาทต่อวัน ขึ้นกับพื้นที่ วันทำงาน และความยากของสินค้า และต้องไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำของพื้นที่นั้น
ขึ้นกับเงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละราย บางแห่งรับงานเป็นรายวัน บางแห่งกำหนดขั้นต่ำตามจำนวนวันหรือจำนวนสาขา ควรสอบถามก่อนวางแผนงบ
สินค้าที่แจกง่ายใช้ 1 คนได้ แต่สินค้าที่ต้องชงทีละแก้วหรือสาขาที่คนเดินผ่านมากควรใช้ 2 คน เพื่อแยกหน้าที่ชงกับหน้าที่แจกและชวนซื้อ
มีความเสี่ยงผิดกฎหมาย เพราะ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาตรา 30 ห้ามแจกจ่ายในลักษณะเป็นตัวอย่าง และกฎหมายเพิ่งมีการแก้ไขในปี 2568 ควรปรึกษาฝ่ายกฎหมายก่อนจัดกิจกรรม
ส่วนใหญ่ต้องชวนซื้อและพาลูกค้าไปที่ชั้นวาง แต่การคิดเงินยังเป็นหน้าที่ของแคชเชียร์ห้าง บางแบรนด์ผูกค่าคอมมิชชั่นกับยอดขายเพื่อจูงใจพนักงาน
บริษัทดูแลการหาคน สัญญาจ้าง ประกันสังคม คนสำรอง และการคุมหน้างานให้ เหมาะกับแคมเปญหลายสาขาหรือจัดต่อเนื่อง ทีมการตลาดจึงมีเวลาโฟกัสที่กลยุทธ์ได้เต็มที่
วางแผนแคมเปญ Sampling รอบถัดไปอยู่ใช่ไหม? ส่ง Brief สินค้า จำนวนสาขา และช่วงเวลาที่ต้องการมาให้ทีม Thitaram Group ช่วยประเมินจำนวนพนักงานชงชิมและโครงสร้างงบได้เลย ติดต่อทีมงาน